อาหารไทย 4 ภาค

รูปภาพ

อาหารขึ้นชื่อภาคเหนือ

********************************

แกงฮังเล

แกงฮังเล

ส่วนประกอบ
เนื้อหมูสันนอก    1 กิโลกรัม

หมูสามชั้น     500 กรัม

น้ำพริกแกงเผ็ด    11/2 ขีด

เกลือป่น และซีอิ๊วดำ     อย่างละ 1 ช้อนชา

ซีอิ๊วขาว    2 ช้อนโต๊ะ

น้ำปลา    2 ช้อนโต๊ะ

ขิงซอย หัวหอม กระเทียม    อย่างละ 1 ขีด

กระท้อนเปรี้ยวสับ    1 ถ้วย

น้ำตาลอ้อย    5 ช้อนโต๊ะ

มะขามเปียก    1 ถ้วย

น้ำซุป    4 ถ้วย

วิธีทำ

1. หั่นหมูทั้งสองอย่างเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม 2×2 นิ้ว คลุกด้วยพริกแกงเผ็ด ผงฮังเล ซีอิ๊วดำ ซีอิ๊วขาว น้ำปลา และเกลือ หมักไว้ประมาณ 4  ชั่วโมง

2. นำหมูที่หมักไว้ใส่หม้อตั้งไฟร้อนปานกลาง คนตลอดเวลา 30 นาที

3. ใส่กระท้อนสับ คนต่อไปอีกประมาณ 5 นาที

4. น้ำตาลอ้อย คนต่อไปอีกประมาณ 5 นาที

5. ใส่มะขามเปียก คนต่อไปอีกประมาณ 5 นาที

6. ใส่ขิงซอย หัวหอม กระเทียม คนให้เข้ากัน

7. ใส่น้ำซุป 3 – 4 ถ้วย คนให้เข้ากัน ตั้งไฟอ่อน 1 ชั่วโมง จนเปื่อยได้ที่ ชิมดู อาจเติมน้ำปลาเพิ่มเติม

น้ำพริกอ่อง

น้ำพริกอ่อง

ส่วนประกอบ

พริกแห้งเม็ดใหญ่แกะเมล็ดออกแช่น้ำ  5 เม็ด

เนื้อหมูติดมันบด   3 ช้อนโต๊ะ

มะเขือส้ม    1 ถ้วย

ผักชีเด็ดเป็นใบ  1 ต้น

หอมแดงซอย  3 ช้อนโต๊ะ

กระเทียมซอย  5 กลีบ

กระเทียมสับ  3 กลีบ

ตะไคร้ซอย  1 ช้อนโต๊ะ

เกลือป่น 1 ช้อนชา

ถั่วเน่าชนิดแผ่นปิ้งไฟให้หอม 1 แผ่น

น้ำมันพืช  2 ช้อนโต๊ะ

ผักสด เช่น แตงกวา ถั่วฝักยาว กระถิน ถั่วพู

ผักต้ม เช่น ถั่วฝักยาว มะเขือ ผักบุ้ง หัวปลี ยอดแค ฟักทอง

วิธีทำ

1. โขลกพริกแห้ง ตะไคร้ เกลือเข้าด้วยกันให้ละเอียด ใส่หอมแดง กระเทียมซอยและถั่วเน่า โขลกต่อให้เข้ากัน
ใส่หมูบดโขลกให้เข้ากัน ใส่มะเขือส้มโขลกเบา ๆ ให้เข้ากัน

2. ใส่น้ำมันลงในกระทะ ตั้งไฟกลาง ใส่กระเทียมสับ เจียวให้หอม ใส่พริกที่โขลกลงผัดให้หอม ลดไฟให้อ่อน ผัดพอแห้งน้ำขลุกขลิก

3. ตักใส่ถ้วย โรยใบผักชี รับประทานกับผักสดและผักต้ม

เมี่ยงคำ

เมี่ยงคำ

ส่วนประกอบ

น้ำตาลปิ๊บ     1 กิโลกรัม

น้ำตาลทราย     ½ กิโลกรัม

น้ำปลา     3   ช้อนโต๊ะ

เกลือ     2     ช้อนโต๊ะ

กุ้งแห้งป่น     1 ½ ถ้วย

มะพร้าวขูดคั่วโขลกให้ละเอียด     1 ถ้วย

กะปิเผา     2 ช้อนโต๊ะ

หอมแดงเผา     7 หัว

กระเทียมเผา     3 หัว

ขิงซอย     3 ช้อนโต๊ะ

น้ำ     1 ถ้วย

วิธีทำ

1. โขลกหอมแดงเผา กระเทียมเผา ขิง และกะปิให้ละเอียด

2. น้ำตาลใส่หม้อตั้งไฟ ใส่น้ำ 1 ถ้วย น้ำปลา เกลือ พอเดือด

3. ใส่เครื่องที่โขลกไว้

4. ใส่กุ้งแห้ง มะพร้าวคั่ว มะขามเปียก เคี่ยวต่อจนได้ที่

อาหารขึ้นชื่อภาคกลาง

******************************

ต้มยำกุ้ง

20120629110027

ส่วนประกอบ
กุ้งก้ามกราม (ดิบ)  12 ตัว
เห็ดฟาง (ผ่าครึ่ง)  40 ลูก (80 ชิ้น)
ข่าอ่อน (หั่นแว่นบางๆ)  2 ช้อนโต๊ะ (19 ชิ้น)
ใบมะกรูดอ่อนฉีก  4 ใบ
ตะไคร้ (หั่นเป็นท่อน)  9 ท่อน
พริกขี้หนูสด (บุบพอแตก)  25 เม็ด
ผักชี (หั่น)  1/3 ถ้วยตวง
น้ำต้มซี่โครงไก่  3 1/2 ถ้วยตวง
น้ำปลา  4 3/4 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว   5 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

1. ล้างกุ้งและแกะเปลือกให้สะอาด พักไว้

2. เห็ดฟางเกลาดินออกให้หมด ล้างน้ำผ่ากลาง

3. ใส่น้ำต้มซี่โครงไก่ลงในหม้อตั้งไฟปานกลางพอเดือด (ใช้เวลา 5 นาที) ใส่ตะไคร้ ข่า กุ้ง พอกุ้งสุก (ใช้เวลาจากน้ำเดือด 4 นาที) ใส่เห็ดฟาง ใบมะกรูด น้ำปลา (ใช้เวลา 2 นาที) ปิดไฟยกลงจากเตา

4. ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว พริกขี้หนูบุบพอแตกหยาบๆ

5. โรยด้วยผักชีหั่น รับประทานขณะร้อนๆ

ยำถั่วพู

ยำถั่งพู

ส่วนประกอบ
ถั่วพู     30 ฝัก

เนื้อหมูสันใน (ดิบ) หรือ เนื้อหมูต้มฉีก     1 ถ้วยตวง

กุ้งแชบ๊วย (ดิบ) หรือ กุ้งแชบ๊วย (ผ่าซีก)     15 ตัว

หัวกะทิเคี่ยว     1/3 ถ้วยตวง + 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำกะทิคั้น     1/2 ถ้วยตวง

มะพร้าวขูด     2 1/2 ถ้วยตวง

น้ำ     1/4 ถ้วยตวง

มะพร้าวขูด คั่ว     3 1/3 ช้อนโต๊ะ

หอมแดงเจียว     4 ช้อนโต๊ะ

หอมแดงซอย     1/3 ถ้วยตวง + 2 ช้อนชา

น้ำมันพืช (ถั่วเหลือง)     1 1/2 ช้อนโต๊ะ

ถั่วลิสงคั่วโขลกหยาบๆ     3 ช้อนโต๊ะ
พริกแห้งแกะเม็ด     4 เม็ด

หัวหอมแดง     4 1/2 หัว

กระเทียม     4 1/2 หัว

น้ำมะนาว     3 ช้อนโต๊ะ

น้ำปลา     3 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลทราย     3 ช้อนโต๊ะ

 วิธีทำ
1. คั้นมะพร้าว ด้วยน้ำต้มสุก (อุ่น) เพื่อให้ได้กะทิที่เข้มข้น นำหัวกะทิไปตั้งไฟอ่อน เคี่ยว 2 นาที คนอย่าให้เป็นก้อนแล้วนำกะทิที่เคี่ยวแล้ว แบ่งเป็น2ส่วน  ส่วนที่1 (ประมาณ   1/4 ถ้วยตวง)

ใช้สำหรับผสมน้ำยำส่วนที่2 (1 1/2 ช้อนโต๊ะ) ใช้สำหรับตักราดหน้า

2. เนื้อหมูสันใน นำไปต้ม 15 นาที นำมาฉีกเป็นเส้นๆ

3. นำน้ำที่ต้มหมูไปต้มกุ้งแชบ๊วย  (ใช้เวลา 3 นาที จากน้ำเดือด)  แกะเอาแต่เนื้อส่วนที่กินได้ ผ่าซีกกลางตัว เพื่อเอาขี้กลางหลังออก

4. ล้างถั่วพูให้สะอาดตัดหัวตัดท้ายซอยเฉียงยาวๆ  หนาประมาณ  1  มิลลิเมตร   ลวกในน้ำเดือดประมาณ 3 นาที ตักขึ้นแช่ในน้ำธรรมดา  เพื่อให้ผักสีสวยไม่คล้ำรีบนำขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำ

5.นำส่วนผสมน้ำยำคือพริกแห้งแกะเม็ดออกคั่วโขลกละเอียดตามด้วยหอมแดงกระเทียมเผา โขลกละเอียดใส่ภาชนะผสมรวมกันใส่หัวกะทิ ปรุงรสด้วยน้ำปลาน้ำตาลทราย น้ำมะนาว คนให้ละลายเข้ากัน

6. ผสมถั่วพู เนื้อหมู ฉีกเป็นเส้น กุ้งผ่าซีก ปรุงด้วยน้ำยำผสมให้เข้ากันเคล้าเบาๆ เพื่อไม่ให้ถั่วพูช้ำ เนื้อหมูและกุ้ง
ไม่เละ  ใส่ถั่วลิสงคั่ว มะพร้าวคั่ว  คลุกให้เข้ากัน

7. ตักใส่จานที่รองด้วยผักกาดหอม  เพื่อให้ดูน่ารับประทาน  ราดหน้าด้วยหัวกะทิเคี่ยวแล้วโรยด้วยหอมเจียว

น้ำพริกปลาทู

น้ำพริกปลาทู

ส่วนประกอบ

ปลาทูนึ่ง     2    ตัว

น้ำมันพืช     1    ถ้วย

พริกขี้หนูเขียว      20    เม็ด

กระเทียมแกะเป็นกลีบ     1/4    ถ้วย

หอมแดง     1/4    ถ้วย

น้ำต้มสุก     1/2    ถ้วย

น้ำปลา     3     ช้อนโต๊ะ

น้ำมะนาว     1/4     ถ้วย

ผักต้มมีหน่อไม้รวก กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว สะเดา

 วิธีทำ

1. ตั้งกระทะน้ำมันด้วยไฟกลางจนร้อน  ใส่ปลาทูลงทอดจนสุกและหนังปลาเหลืองกรอบทั้งสองด้าน ตักขึ้น พักให้เย็น แกะเอาแต่เนื้อปลา ใส่ถ้วย พักไว้
2. ตั้งกระทะด้วยไฟกลางให้ร้อน จากนั้นใส่พริกหนุ่มและพริกขี้หนู กระเทียม หอมแดงลงคั่ว ให้ผิวไหม้เล็กน้อย ตักขึ้นลอกเอาแต่เปลือกที่ไหม้ออก
3. โขลกพริกหนุ่ม พริกขี้หนู กระเทียม หอมแดง เข้าด้วยกัน ให้ละเอียด จากนั้นใส่เนื้อปลาทูที่แกะ โขลกต่อพอละเอียด และเข้ากันดี ตักใส่ถ้วย
3. ใส่น้ำต้มสุก น้ำปลา และน้ำมะนาว ลงในถ้วยน้ำพริก คนให้เข้ากัน ชิมรสให้ออกเปรี้ยว เค็ม เผ็ด รับประทานกับผักลวกหรือผักสด

อาหารขึ้นชื่อของภาคใต้   

******************************

แกงไตปลา

แกงไตปลา

ส่วนประกอบ

1. กะปิ

2. ปลาย่าง

3. พุงปลาที่หมักได้ที่แล้ว

4. น้ำ เกลือ น้ำตาล ใบมะกรูด มะนาว

5. ผักสด เช่น มัน ฟักทอง มะเขือเทศต่างๆ หน่อไม้

6. เครื่องแกงมีพริกแห้ง หอม กระเทียม ตะไคร้ ข่า พริกไทย ขมิ้น นำมาโขลกให้ละเอียด

วิธีทำ

1. นำพุงปลามาทำให้สะอาดโดยเอาขี้ปลาออกให้หมด

2. นำพุงปลาที่สะอาดแล้วมาซาวด้วยเกลือพอประมาณ

3. นำพุงปลาซาวเกลือใส่ขวดแก้วหรือใส่กระปุก ปิดฝาให้มิดชิดทิ้งไว้ 3-4 สัปดาห์

4. เปิดออกดูจะได้กลิ่นหอมเปรี้ยว นำไปแกงได้ชนิดของพุงปลา

* พุงปลาช่อนนำมาทำเป็นไตปลา ให้รสชาติหอมมันอร่อยมากที่สุด พุงปลากระดี่
ภาษาพื้นบ้านเรียกว่า ขี้ดี  ให้รสชาติขมหอมอร่อยมาก   พุงปลาโดยทั่วไปจะทำจาก
ปลาทูหรือปลารัง *

วิธีปรุง

1. นำพุงปลาตั้งไฟให้เดือด เทกรองเอาเฉพาะน้ำ เติมน้ำตามสมควรตั้งไฟให้เดือด

2. ใส่เครื่องแกง เดือดได้ที่เติมเครื่องปรุง น้ำตาล น้ำมะนาว กะปิ

3. ใส่ปลาย่าง ผักสด

ผัดสะตอใส่กะปิ

SAMSUNG

ส่วนประกอบ
สะตอนำมาแกะเอาเม็ด     ประมาณ 1 ถ้วย
หมูสามชั้นหั่นเป็นชิ้นๆ     ประมาณ 15 ชิ้น
กะปิอย่างดี     ประมาณ 1-2 ช้อน
พริกชี้ฟ้าหั่นยาวๆ     ประมาณ 4-5 เม็ด
หอมแดงหั่นหยาบ     ประมาณ 3-4 หัว

กระเทียมปอก     ประมาณ 7-8 กลีบ
น้ำตาล     ประมาณ 1-2 ช้อน
น้ำมะนาว     ประมาณ 1-2 ช้อน
น้ำปลา และน้ำมันพืช

วิธีทำ

1. นำหอม กระเทียมมาโขลกรวมกันกับกะปิให้ ละเอียด ตักมาพักไว้ก่อน

2. กระทะตั้งไฟใส่น้ำมันพืชลงไปพอสมควร

3. ใส่หอมกระเทียมและกะปิที่โขลกลงไปผัดในกระทะให้หอม แล้วจึงใส่หมูที่หั่นแล้วลงไปผัดให้เข้ากัน

4. แล้วใส่เม็ดสะตอที่แกะเตรียมเอาไว ผัดรวม กันในกระทะ

5. ใส่น้ำปลา น้ำตาล และ น้ำมะนาว ปรุงรส และผัดให้พอสะตอสุก

6. ก่อนยกลง ให้ใส่พริกชี้ฟ้าหั่นยาวลงไปและ ตักไปรับประทานได้

ข้าวยำ

-hk;pe

ส่วนประกอบ
ข้าวสวย กุ้งแห้งป่น     อย่างละ 1 ถ้วย
มะพร้าวขูดคั่ว     1 ถ้วย
ตะไคร้ซอย     3 ต้น
ถั่วฝักยาวหั่นฝอย     1 ถ้วย
ถั่วงอกเด็ดหาง     1 ถ้วย
มะนาวผ่าซีก     1 ลูก
ใบมะกรูดอ่อนซอย     1/2 ถ้วย
พริกขี้หนูแห้งคั่วป่น     1/4 ถ้วย
ส้มโอแกะเนื้อ     1 ถ้วย

น้ำบูดู
น้ำบูดู     1/2 ถ้วย
ปลาอินทรีเค็ม     1 ชิ้น
หอมแดงบุบพอแตก     4 หัว
ข่ายาว 1 นิ้ว ทุบพอแตก     1 ชิ้น
ตะไคร้หั่นท่อนสั้น     3 ต้น
ใบมะกรูดฉีก     3 ใบ
น้ำตาลปี๊ป     1 ถ้วย
น้ำ     1 1/2 ถ้วย

วิธีทำ

1. ทำน้ำบูดูโดยใส่เครื่องปรุงทั้งหมดลงในหม้อเคลือบ ยกขึ้นตั้งไฟกลางค่อนข้างอ่อน เคี่ยวจนมีลักษณะข้น ยกลงกรองเอาแต่น้ำบูดู

2. เวลา รับประทาน จัดข้าวสวยใส่จาน ใส่มะพร้าวคั่ว กุ้งแห้ง ส้มโอ พริกป่น และผักทั้งหมด อย่างละเล็กละน้อย เคล้าอีกครั้งรับประทานทันที

อาหารที่ขึ้นชื่อของภาคอีสาน

******************************

ส้มตำ

1104081804beb2b2006b7e582c

ส่วนประกอบ

มะละกอดิบ 1 ลูก
กระเทียม 5-6 กลีบ
พริกขี้หนู 5-6 เม็ด
มะเขือเทศผ่าครึ่ง 2 ลูก
ถั่วลิสงคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ
ถั่วฝักยาวหั่น 1 ฝัก
น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
กุ้งแห้ง 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว หรือ
น้ำมะขามเปียก 1/4 ถ้วย
น้ำตาลปีป 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

1.ปลอกมะละกอ และล้างด้วยน้ำให้สะอาด แล้วทำการเฉาะและสับ แล้วใช้มีด ฝานให้เป็นเส้นๆ หรืออาจใช้ที่ไสมะละกอก็ได้
2.ใส่กระเทียมและพริกขี้หนู ลงในครก แล้วตำให้พอแตก
3.ใส่มะเขื่อเทศ, ถั่วลิสง, ถั่วฝักยาว, กุ้งแห้ง แล้วตำให้เข้ากัน
4.ใส่มะละกอ และ เครื่องปรุงที่เหลือ แล้วตำเบาๆ คลุกเคล้าให้เข้ากัน เป็นอันเสร็จ.

อ่อมปลาดุก

อ่อมปลาดุก

ส่วนประกอบ

ปลาดุก 1 ตัว

มะเขือเปราะผ่าสี่ส่วน 2 – 3 ลูก

ต้นหอมหั่นเป็นท่อน ๆ 3 – 4

ต้นกะหล่ำปลี

ใบแมงลัก

ผักชีลาว

พริกขี้หนู

หอมแดง

ตะไคร้

น้ำปลาร้า

น้ำปลา

วิธีทำ

 1. ล้างทำความสะอาดปลาดุก (ต้องผ่าท้องควักไส้ออกให้หมด) จากนั้นหั่นปลาเป็นชิ้น ๆ จากนั้นเอาส่วนผสมพริกแกง (พริกขี้หนู หอมแดง ตะไคร้) มาโขลกรวมกันให้ละเอียด
2. เทน้ำใส่หม้อตั้งเตาด้วยไฟแรงปานกลาง ใส่พริกแกงลงไปปิดฝารอน้ำเดือด เมื่อน้ำเดือดแล้วใส่น้ำปลาร้าลงไปปิดฝารอเดือดอีกครั้ง จากนั้นใส่มะเขือ กะหล่ำปลี ผักชีลาว และเนื้อปลาดุกลงไป

3. ปรุงรสด้วยน้ำปลา เมื่อปลาเริ่มสุกใส่ต้นหอม และใบแมงลักลงไป ปิดเตา ยกลงเตรียมเสิร์ฟได้เลย

ลาบหมู

SAMSUNG

ส่วนประกอบ

   หมูสับ 350 กรัม

ใบสาระแหน่ 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ

น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ

ข้าวคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ

ต้นหอมซอย 3 ช้อนโต๊ะ

ผักชีหั่นหยาบ 2 ช้อนโต๊ะ

พริกป่น 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาล 0.5 ช้อนชา

หอมแดงหั่นหยาบ 0.5 ถ้วยตวง

น้ำซุปไก่ 1 ถ้วยตวง (หรือน้ำเปล่า)

กะหล่ำปลี 0.5 ลูก (หั่นเป็นเสี้ยว)

ถั่วฝักยาว 5 ต้น (หั่นเฉียง)

 

วิธีทำ

1. ต้มน้ำในหม้อเล็ก ใส่หมูสับและต้มต่อไปอีก 2 นาที ระหว่างต้มใช้ทัพพีเขี่ยให้หมูแยกออกจากกัน เมื่อหมูสุกดีแล้วจึงปิดไฟ และเทน้ำออก

2. นำหมูที่สุกแล้วไปใส่ในชามขนาดกลาง เติมหอมแดง, ต้นหอม, ผักชี และใบสาระแหน่ (เหลือนิดหน่อยไว้แต่งหน้า) ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว, น้ำปลา, ข้าวคั่ว, พริกป่นและน้ำตาล คนจนส่วนผสมทุกอย่างเข้ากัน

3. ตักใส่จาน แต่งข้างจานด้วยผักสด (กะหล่ำปลี, ถั่วฝักยาว) โรยหน้าด้วยใบสาระแหน่ เสริฟพร้อมข้าวเหนียวร้อนๆ (หรือข้าวสวย)

สูตรอาหารหวาน

ขนมทองเอก

643394-topic-ix-5

ส่วนผสม
1. แป้งสาลีเอนกประสงค์  1 ถ้วย
2. แป้งท้าวยายม่อม  2 ช้อนชา
3. ไข่ไก่ (ใช้เฉพาะไข่แดง)  8  ฟอง
4. กะทิ (มะพร้าวขูดขาว 200 กรัม)  1 ถ้วย
5. น้ำตาลทราย   1  ถ้วย
สิ่งที่ต้องเตรียม : พิมพ์ไม้สำหรับทำขนมทองเอก, ทองคำเปลว
วิธีทำ
1. ใส่กะทิกับน้ำตาลลงในกระทะทอง ตั้งไฟกลาง เคี่ยวนานประมาณ 10-15 นาที จนมีลักษณะข้นขาว ยกลง ทิ้งไว้ให้เย็น
2. ร่อนแป้งสาลีและแป้งท้าวยายม่อมเข้าด้วยกัน 2 ครั้ง นำกะทิกับน้ำตาลาที่เคี่ยวไว้ (ส่วนผสมข้อ 1) ใส่ไข่แดง และแป้งที่ร่อนไว้ คนให้เป็นเนื้อเดียวกัน
3. นำขึ้นกวนไฟอ่อน ๆ จนแป้งรวมตัวเป็นก้อน กวนจนแป้งเนียนใส ยกลง คลุมด้วยผ้าขาวบางทิ้งไว้ให้เย็น
4. นำแป้งมาปั้นเป็นก้อนกลมเท่า ๆ กัน อัดลงในพิมพ์รูปต่าง ๆ ตามต้องการ เคาะออก นำมาติดทองคำเปลว

 

ขนมเสน่ห์จันทร์

sanejun

ส่วนผสม
แป้งข้าวเหนียว 1/2 ถ้วยตวง แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วยตวง หัวกะทิ 3 ถ้วยตวง น้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง ไข่ไก่ 2 ฟอง ผงจันป่น 1/2 ช้อนชา สีผสมอาหารสีเหลือง
วิธีทำ
1. ผสมแป้งทั้งสองชนิดเข้าด้วยกัน
2. ผสมหัวกะทิกับน้ำตาล ละลายแล้วกรองผสมแป้งกับกะทิ และผงจันป่นสีเหลือง
3. ตั้งไฟอ่อน กวนจนจับกัน
4. ไข่ไก่ใช้แต่ไข่แดง ใส่ขณะแป้งร้อน รีบคนให้เข้ากัน ยกลง
5. พอขนมอุ่นปั้นได้ ให้ปั้นเป็นรูปผลจัน ตรงขั้วผลใช้น้ำตาลเคี่ยวสีน้ำตาลหยอด

 

ช่อม่วง

D3676280-0

เครื่องปรุงช่อม่วง

ส่วนผสมแป้ง (ใช้ถ้วยตวงแห้ง)
1. แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย
2. แป้งท้าว 1 ช้อนโต๊ะ
3. แป้งมัน 2 ช้อนโต๊ะ
4. น้ำ (ดอกอัญชัญแช่น้ำอุ่นจะเป็นสีน้ำเงิน-บีบน้ำมะนาว3-4หยดจะเป็นสีม่วง) 1 ถ้วย

ส่วนผสมไส้
5. อกไก่ (นึ่งสุก-แยกน้ำเก็บไว้-สับละเอียด) 250 กรัม
6. ถั่วลิสง (คั่ว-ร่อน-โขลกละเอียด) 1/2 ถ้วย
7. หอมใหญ่ (หั่นชิ้นเล็กๆ ละเอียด) 1/2 ถ้วย
8. รากผักชี กระเทียม พริกไทย โขลกละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
9. น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย
10. เกลือ 2-3 ช้อนชา
11. น้ำมันสำหรับผัด 1/2 ถ้วย

โรยหน้าและผักเคียง
12. กระเทียม (สับ-เจียว) 1/2 ถ้วย
13. ผักชี
14. ผักกาดหอม
15. พริกขี้หนู

วิธีทำช่อม่วง

1. กะทะทอง ใส่แป้งข้าวจ้าว แป้งท้าว แป้งมัน น้ำ (สีดอกอัญชัญ) ให้เข้ากัน ตั้งไฟกลาง กวนจนแป้งสุกใส ตักขึ้นมานวดจนนิ่ม ใช้แป้งมันทำแป้งนวล (ถ้ามากจะทำให้แข็ง) แบ่งแป้งปั้นเป็นก้อนกลม ใส่ถุงพักไว้
2. กะทะใส่น้ำมัน ผัดเครื่องโขลก (รากผักชี กระเทียม พริกไทย) จนหอม เติมน้ำซุปที่นึ่งไก่ (เล็กน้อย) หอมสับ อกไก่สับ ผัดให้เข้ากัน จนสุก ปรุงรส น้ำตาลทราย เกลือ ให้มีรสเค็มนำ หวานตาม ผัดให้ตะหลิวยีๆ กดๆ
3. แป้งก้อนกลม แผ่ออก ใส่ไส้ หุ้มให้มิด ใช้ที่จับจีบเป็นดอกชั้นแรกรอบวงกลม 6 – 7 กลีบ ชั้นที่สองไล่ชั้นขึ้นมาจับจีบเฉียงสับหว่างชั้นแรก ชั้นที่สาม จับจีบแทยง สามจีบคล้ายเกสร (เอาที่จีบจุ่มแป้งมันกันติด) วางเรียงในรังถึงปูใบตองทาน้ำมัน พรมน้ำก่อนนำไปนึ่งไฟแรง 5 – 8 นาที จนสุก จัดใส่จานทานกับผักกาดหอม ผักชี พริกขี้หนู กระเทียมเจียว

ขนมจ่ามงกุฎ
999
ส่วนผสม
เม็ดแตงโมแกะแล้ว 1/2 ถ้วย
นํ้าตาลทราย 1/2 ถ้วย
นํ้าดอกมะลิ 1 ถ้วย
ทองคำ เปลวแท้ 2 แผ่น
แป้งสาลี 1 ถ้วย
ไข่แดงของไข่ไก่ 3 ฟอง
วิธีทำ
1. เชื่อมนํ้าตาล โดยใช้นํ้าตาลกับนํ้าดอกมะลิตั้งไฟให้เดือด กรองด้วยผ้าขาวบาง แล้วตั้งไฟต่ออีก 5 นาที
2. ล้างขัดกะทะทองเหลืองให้สะอาดเป็นเงา ตะแคงข้างหนึ่ง คั่วเม็ดแตงโม โดยใช้มือจุ่มลงในนํ้าเชื่อม แล้วกวาดไปมา จนน้ำ ตาลแห้งแล้ว ใช้มื่อจุม่ น้ำ เชื่อม ทำ เช่นนี้ต่อไปจน น้ำ ตาลเกาะเป็นหนามติดเม็ดแตงโมพองาม เก็บใส่ภาชนะ อย่าให้อากาศเข้า
3. ระหว่างที่กวาดเม็ดแตงโมอยู่นั้น ต้องตะแคงกะทะและใช้ ผ้าขาวบาง เช็ดกะทะให้สะอาดอยู่เสมอ
4. นวดแป้งกับไข่แดงจนนิ่มมือ ถ้ายังแห้งอยู่จึงเติมนํ้า แล้ว คลึงแป้งเป็นแผ่นบาง ๆ กดให้กลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 เซนติเมตร นำ แผ่นแป้งที่ตัดแล้ว ใส่ในถ้วยตะไลใช้มือ กดเบา ๆ ให้เป็นรูปก้นถ้วยตะไล ใช้ส้อมจิ้มให้ทั่วจึงเอาไป อบพอสุกกลายเป็นแป้งรองขนม
5. การทำ มงกุฏ ให้เอานํ้าตาลทรายใส่หม้อเล็ก ๆ ใส่นํ้านิด หน่อย ตั้งไฟอ่อน ๆ พอนํ้าตาลละลายเอาเม็ดแตงโมที่ กวาดไว้แล้วลงจุ่มให้นํ้าตาลติดกับแป้งที่อบไว้รอบ ๆ
6. ปั้นทองเอกกลม ๆ วางตรงกลาง ใช้มีดปลายแหลมผ่าเป็น 6 พู เหมือนผลมะยม แล้วปั้นเป็นก้อนเล็ก ๆ เท่าเม็ดถั่วเขียว วางบนยอดขนมที่ผ่าไว้ใช้ทองคำ เปลวตัดเป็นสี่เหลี่ยมชิ้น เล็ก ๆแตะตรงยอดมองเห็นเหมือนมงกุฏ
กลเม็ดเคล็ดลับ การทำแป้งรองขนมจ่ามงกุฏนั้นบางครั้งก็ต้องเติมนํ้าและบาง ครั้ง ก็ไม่ต้องเติม ทั้งนี้ แล้วแต่นํ้าในไข่ที่ใช้นั่นเองทองคำ เปลว ต้องแน่ใจว่าเป็นของแท้ เพราะถ้าเป็นของปลอม จะเป็นอันตรายมาก เนื่องจากสารตะกั่ว
กระเช้าสีดา
image002
วัตถุดิบและสัดส่วน:

ตัวกระเช้า
1. แป้งอเนกประสงค์ 1 ถ้วย
2. เกลือป่น ¼ ช้อนชา

ไส้มะพร้าวแก้ว
1. มะพร้าวทึนทึกขูดเป็นเส้นยาว 2 ถ้วย
2. น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
3. น้ำเปล่า ½ ถ้วย
4. สีผสมอาหารตามชอบ

ขั้นตอนการปรุง:

1. แป้ง น้ำมัน เนยขาวและเกลือผสมเข้าด้วยกัน เติมน้ำเย็น 2 ช. ต. นวดผสมให้เข้ากัน
2. นำแป้งที่ผสมได้ครึ่งเป็นแผ่น กดด้วยพิมพ์วงกลม แล้วกรุลงในพิมพ์ถ้วยขนาดเล็กๆ ใช้ส้อมหรือไม้จิ้มฟันจิ้มให้ทั่วก้นพิมพ์ แป้งที่เหลือสามารถนำไปทำเป็นหูหิ้วเล็กๆ ปั้นเป็นเส้นยาวๆ ใส่ถาดเพื่อนำไปอบ
3. นำไปอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส (350 องศาฟาเรนไฮต์) อบนานประมาณ 10 – 15 นาที เมื่อสุกนำออกจากพิมพ์
4. ทำไส้ขนมกระเช้าสีดา ตั้งกระทะใส่น้ำเปล่าน้ำตาลคนให้เข้ากัน รอจนเดือด ใส่มะพร้าวทึนทึกขูดลงไปผัดผัดให้เข้ากัน น้ำตาลไม่เป็นก้อนและเคลือบทั่วมะพร้าวดี ยกลง (ใส่สีผสมอาหารลงไปตามชอบ)
5. ตักใส่กระเช้าที่อบไว้ นำแป้งที่ปั้นเป็นหูกระเช้าเสียบ ปล่อยไว้จนเย็นสนิทหูกระเช้าก็จะติดกับตัวกระเช้า
ขนมทองหยิบ
MVC-008S
 เครื่องปรุง + ส่วนผสม

* ไข่เป็ด 8 ฟอง (ใช้เฉพาะไข่แดง)

* น้ำเปล่า 6 ถ้วยตวง

* น้ำตาลทราย 3 ถ้วยตวง

(เคล็ดลับ : อัตราส่วนมาตรฐานทั่วไป

น้ำ 1 ส่วน : น้ำตาล 1/2 ส่วน)

วิธีทำขนมไทย ทีละขั้นตอน

1. ผสมน้ำเปล่าและน้ำตาลทรายลงในกระทะทองเหลือง นำไปตั้งบนไฟอ่อนจนละลายปิดไฟ ทิ้งไว้ให้เย็นนำไปกรองด้วย ผ้าขาวบางหนึ่งครั้ง

2. นำน้ำเชื่อมที่กรองแล้วไปตั้งบนไฟร้อนปานกลาง กะพอให้น้ำเชื่อมร้อนจัดแต่ไม่ให้เดือดพล่าน

3. ใส่ไข่แดงลงในถ้วย ตีจนขึ้นฟู เมื่อน้ำเชื่อมร้อนได้ที่ ใช้ช้อนตักไข่แดงที่ตีจนฟู หยอดลงในน้ำเชื่อม ไข่จะแผ่เป็นวงกลม ใช้ช้อนกลับหน้าสักครั้งเพื่อให้สุกทั่วทั้งสองด้าน จากนั้นจึงตักขึ้น

4. รอจนหายร้อน จึงจับจีบโดยใช้นิ้วมือหยิบ 5 หยิบแล้วใส่ลงในถ้วยตะไลหรือแบบพิมพ์ที่เตรียมไว้

 

ขนมทองหยอด

ทองหยอด

ส่วนผสม
ไข่เป็ด 10 ฟอง
แป้งทองหยอด 1/4 ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย 7 ถ้วยตวง
น้ำลอยดอกมะลิ 6 ถ้วยตวง
วิธีทำ
1. ผสมน้ำ น้ำตาลทราย ตั้งไฟให้เดือดพอเหนียว ตักน้ำเชื่อมขึ้นไว้สำหรับลอยทองหยอด ที่เหลือตั้งไฟต่อไปให้น้ำเชื่อมเหนียว
2. แยกไข่แดง ไข่ขาว
3. ตีไข่แดงให้ขึ้น ค่อยๆ ใส่แป้งทองหยอดแล้วคนให้เข้ากัน
4. หยอดไข่ที่ตีแล้วลงในน้ำเชื่อมที่ตั้งอยู่บนไฟ ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางเป็นตัวกำหนด ต้องการลูกเล็กหรือใหญ่ตามชอบ นิ้วหัวแม่มือจะเป็นนิ้วที่ช่วยรูดแป้งลงที่ปลายนิ้ว แล้วจึงสะบัดไข่ลงในน้ำเชื่อม
5. เมื่อทองหยอดสุกลอยขึ้น ตักใส่ในน้ำเชื่อมสำหรับลอย

ขนมฝอยทอง
22221
ส่วนผสม 
ไข่แดงเป็ด,ไข่แดงไก่, น้ำตาลทราย, ใบเตย, กลิ่นดอกมะลิ,เทียนอบขนม
วิธีทำ
1. น้ำตาลทราย น้ำ ตั้งไฟพอเดือดน้ำตาลละลาย
2. ยกลงกรองด้วยผ้าขาวบาง ตั้งไฟเคี่ยวต่อ
3. ให้น้ำเชื่อมมีลักษณะไม่ข้นหรือใสเกินไป เหมาะสำหรับโรยฝอยทอง
4. ตอกไข่ แยกไข่ขาวออกใช้แต่ไข่แดง และเก็บน้ำไข่ขาวที่ใสไม่เป็นลิ่ม เรียกน้ำค้างไข่
5. นำไข่แดงใส่ผ้าขาวบางรีดเยื่อไข่ออก ผสมไข่แดงกับน้ำค้างไข่ตามส่วน คนให้เข้ากัน
6. เตรียมกระทะทองใส่น้ำเชื่อมเดือด ๆ ไว้ ทำกรวยด้วยใบตอง หรือใช้กรวยโลหะใส่
7.ไข่แดงโรยในน้ำเชื่อมเดือด ๆ ไปรอบ ๆ ประมาณ 20-30 รอบ เส้นไข่สุกใช้ไม้แหลม
8. สอยขึ้นจากน้ำเชื่อม พับเป็นแพ อบด้วยควันเทียนหลังจากเย็นแล้ว

สูตรอาหารไทยโบราณ

แสร้งว่า

preview_html_m52b5181f

เครื่องปรุง

–  กุ้งชีแฮ้ 2 ขีด หอมแดง 5 หัว ขิงซอย 1 ช้อนโต๊ะ

– ใบมะกรูดซอยเป็นฝอย 1 /2 ช้อนชา

–  ต้นหอม ผักชี หั่นฝอยสำหรับโรยหน้า พริกชี้ฟ้า เขียว แดง และพริกเหลือง

–  มะนาว ผักชี หั่นฝอยสำหรับโรยหน้า พริกชี้ฟ้า เขียว แดง และพริกเหลือง

–  มะนาว น้ำปลาดี น้ำตาลปีป น้ำมะกรูด น้ำมะขามเปียก

วิธีทำ

–  กุ้งแกะเปลือก ดึงเส้นดำข้างหลังออก แล้วต้มโดยใส่น้ำนิดหน่อย

–  เก็บน้ำกุ้งไว้ เอาเนื้อกุ้งหั่นหยาบ ๆ แล้วใส่ไปในน้ำกุ้ง

–  ใส่น้ำมะนาว น้ำมะกรูด น้ำมะขามเปียก น้ำตาล น้ำปลา เคล้าให้ทั่ว

–  ชิมดูให้มีรส เปรี้ยว เค็ม หวาน เมื่อรสกลมกล่อมดีแล้ว ใส่เครื่องปรุงที่หั่นไว้เคล้าให้ทั่วแบ่งต้นหอมผักชีลงเคล้าปนไปด้วย เหลือไว้สำหรับโรยหน้าเล็กน้อย

–  ตักใส่ชาม แงหน้าด้วยต้นหอมผักชี และพริกชี้ฟ้า แดง เขียว หั่นฝอย ถ้าชอบเผ็ด หั่นพริกขี้หนูโรยไปด้วย

–  รับประทานกับผักสด เช่นต้นหอม ผักชี ใบโหระพา และผักอื่น ๆ ตามชอบ มีปลาทอดจืด เช่น ปลาดุกฟู ปลาช่อนทอดฟู เป็นของเคียง จะอร่อยยิ่งขึ้น

 

 

พล่ากุ้ง

IMG_9034พล่ากุ้ง

เครื่องปรุง + ส่วนผสม

* กุ้งขนาดกลาง 400 กรัม (ทำความสะอาดและปอกเปลือก)

* ตะไคร้ซอย 2 ต้น

* หัวหอมใหญ่หั่น 1 ลูก

* ต้นหอมซอย 2 ต้น

* ผักชีหั่น 1 ช้อนโต๊ะ

* ใบมะกรูดซอย 2 ใบ

* ใบสาระแหน่ 10 ใบ

* พริกขี้หนูซอย 5-10 เม็ด (ปรับได้ตามความชอบ)

น้ำพริกเผา 2 ช้อนโต๊ะ

* น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ

* น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ

* น้ำตาล 1 ช้อนชา

วิธีทำทีละขั้นตอน

◊ กุ้งสด ลวกน้ำร้อน ใส่ชามแก้วไว้
◊ ตะไคร้ซอย หอมแดงซอย พริกขี้หนูสดทุบแล้วสับ
◊ ใส่ต้นหอม ผักชี สะระแหน่ บีบมะนาว น้ำปลา ชิมรสตามชอบ
◊ ซอยกะหล่ำปลีเป็นฝอยๆ แล้ววางรอแผ่ที่ก้นจาน เทกุ้งพล่าลงบนกะหล่ำปลี แต่งด้วยยอดสะระแหน่
◊ จานนี้เครื่องทุกอย่างประมาณเอาเองแล้วแต่ชอบมาก ชอบน้อยนะคะ

 

ยำใหญ่

1330076275

ส่วนผสม

  • เนื้อหมู ตับหมู อกไก่ หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ลวก อย่างละ 1 ถ้วย
  • กุ้ง ปอกเปลือก ผ่าหลัง ลวก 1 ถ้วย
  • หนังหมู ต้มสุก หั่นฝอย ½ ถ้วย
  • วุ้นเส้น แช่น้ำตัดเป็นท่อนๆ ½ ถ้วย
  • เห็ดหูหนู ลวก หั่นเป็นชิ้นเล็ก ½ ถ้วย
  • แครอท แตงกวาปอกเปลือก หั่นเป็นแว่น อย่างละ 2 หัว
  • หัวผักกาดขาว หั่นเป็นชิ้นพอคำ 1-2 หัว
  • หอมใหญ่ปอกเปลือก หั่นตามขวางบางๆ 2 หัว
  • กระเทียม 15 กลีบ
  • พริกขี้หนู 10 เม็ด
  • รากผักชีสับหยาบ 1 ช้อนชา
  • น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมะนาว 5 ช้อนโต๊ะ
  • กระเทียมดอง สับหยาบ ¼ ถ้วย
  • ใบสะระแหน่เด็ดใบๆ 1 ถ้วย
  • พริกชี้ฟ้าแดง หั่นตามยาว 5 เม็ด
  • ไข่ไก่ต้มสุก ผ่าเป็นเสี้ยวๆ 4 ฟอง

วิธีทำ

  1. วุ้นเส้นลวกด้วยน้ำเดือด แล้วรีบผ่านน้ำเย็นทันที ผึ่งให้แห้ง
  2. โขลกกระเทียม พริกขี้หนู รากผักชีพอแหลก ตักใส่อ่างผสม ใส่น้ำตาลทราย น้ำปลา น้ำมะนาว ปรุงรสตามต้องการ
  3. ใส่ส่วนผสม เนื้อหมู ตับหมู หนังหมู กุ้ง อกไก่ วุ้นเส้น เห็ดหูหนู แครอท แตงกวา หัวผักกาดขาว และหอมใหญ่ ลงคลุกเคล้าเบาๆ ให้เข้ากัน
  4. จัดใส่จาน แต่งด้วยใบสะระแหน่ กระเทียมดอง พริกชี้ฟ้าแดง และไข่ต้ม เสิร์ฟรับประทานทันที

 

ตับเหล็ก

0103

ส่วนผสม ตับเหล็ก 1 เส้น กระเทียม 10 กลีบ เม็ดพริกไทย 10 เม็ด น้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะ น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น ½ ช้อนชา ผักแนม เช่น ผักกาดหอม แตงกวา ผักชี ตามชอบ

ส่วนผสมน้ำจิ้ม พริกขี้หนู 10 เม็ด กระเทียม 5 กลีบ มะนาว 1 ผล น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ รากผักชี 1 ราก

วิธีทำ เตรียมน้ำจิ้มโดยนำส่วนผสมน้ำจิ้มทั้งหมดโขลกรวมกัน แล้วปรุงรสให้ได้สามรส เผ็ด เปรี้ยว หวาน ตามชอบ โขลกเม็ดพริกไทย กระเทียม ให้แหลก ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล น้ำส้มสายชู พักไว้ ตั้งหม้อน้ำต้มให้เดือด ใส่เกลือป่นลงไป นำตับเหล็กลงต้มพอสุก อย่าต้มนานเพราะจะทำให้ตับแข็ง นำตับเหล็กที่ต้มสุกแล้วมาหั่นตามขวาง จัดเรียงใส่จาน ราดด้วยน้ำส้มกระเทียมที่เตรียมไว้ โรยด้วยพริกไทยป่นเล็กน้อย เสิร์ฟรับประทานกับ ผักแนม และน้ำจิ้มที่เตรียมไว้

 

หรุ่ม

D11793080-0

ส่วนผสมหรุ่ม
กุ้งบด      1 ถ้วย
หมูบด    3/4 ถ้วย
ถั่วลิสงป่น     1 ช้อนโต๊ะ
หอมใหญ่สับละเอียด     1 ช้อนโต๊ะ
รากผักชี กระเทียม พริกไทยบด   1 ช้อนโต๊ะ
เกลือ     1 ช้อนชา
น้ำตาลปี๊บ    1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันพืช   2 ช้อนโต๊ะ
ผักชี      1 ต้น
พริกแดง  ซอยเป็นเส้นๆ      1 เม็ด
ไข่เป็ดตีพอแตก     4 ฟอง

วิธีทำหรุ่ม
1.ผัดรากผักชีกระเทียมพริกไทย ใส่เนื้อสัตว์และเครื่องปรุงต่างๆ ให้เข้ากันยกลงพักไว้
2.ตั้งกระทะด้วยไฟอ่อนๆ จนกระทะร้อน ใช้มือจุ่มลงในไข่เป็ดที่ตีพอแตก โรยเป็นเส้นๆ กลับไปมาเป็นตารางกว้างยาวประมาณ 5 นิ้ว
3.นำแผ่นไข่วาง นำผักชีและพริกแดงซอยวางลงตรงกลาง แล้วนำไส้ใส่ลงตรงกลางอีกครั้ง ห่อเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมพร้อมเสิร์ฟ

 

ถุงทอง

KONICA MINOLTA DIGITAL CAMERA

ส่วนผสม

  1. แผ่นแป้งปอเปี้ยะ
  2. กุ้งแชบ๊วยสับหยาบ 300 กรัม
  3. มันหมู 1/3 ถ้วย
  4. แห้วต้มหั่นลูกเต๋า 1/3 ถ้วย
  5. แครอทต้มหั่นลูกเต๋า 1/3 ถ้วย
  6. รากพริกชี พริกไทย กระเทียม โขลกละเอียด 2 ช้อนชา
  7. ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนชา
  8. ต้นหอม 4 ต้น
  9. น้ำจิ้มบ๊วย
  10. น้ำมันสำหรับทอด

วิธีทำ

  1. เริ่มจากการทำไส้ของถุงทอง โดยนำกุ้งแชบ๊วยสับหยาบ มาผสมกับมันหมู แห้ว แครอท รากพริกชี พริกไทย กระเทียมที่โขลกละเอียดแล้ว ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว นวดให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากัน พักไว้
  2. ตั้งน้ำให้ร้อน นำต้นหอมที่เตรียมไว้ไปลวกน้ำ จากนั้นนำขึ้นพักไว้ให้สะเด็ด
  3. ห่อถุงทอง ด้วยการนำไส้ที่เตรียมไว้ ตักวางลงบนแผ่นแป้งปอเปี๊ยะ จากนั้นจับจีบขึ้นไปให้มีลักษณะคล้ายถุง มัดด้วยต้นหอมลวก ทำเช่นนี้จนหมด
  4. ตั้งกระทะน้ำมันให้ร้อนจัด ก่อนหรี่ไฟลงเหลือครึ่งหนึ่ง จากนั้นนำถุงทองที่เตรียมไว้ลงไปทอดจนมีสีเหลืองทอง เมื่อสุก ตักขึ้นพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน
  5. ยกเสิร์ฟ พร้อมน้ำจิ้มบ๊วย และผักสดอย่างแตงกวา และผักกาดหอม

 

กระทงทอง

กระทงทอง

เครื่องปรุงกระทงทอง

กระทงทอง
1. แป้งสาลี (บัวแดง) 2 + 1 ถ้วย + ชตพูน
2. ไข่แดง 1 ฟอง
3. เกลือป่น 2 ช้อนชา
4. น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
5. น้ำมัน 4 ช้อนโต๊ะ
6. น้ำปูนใส 1/2 ถ้วย
7. น้ำ 1 1/2 ถ้วย

ไส้ไก่
8. เนื้ออกไก่ล้วน (สับละเอียด) 1 ถ้วย
9. ถั่วลันเตา เม็ดข้าวโพด แครอท 1 ถ้วย
10. รากผักชี กระเทียม (โขลก) 2 ช้อนโต๊ะ
11. พริกไทย 15 เม็ด
12. เกลือ 2 ช้อนชา
13. น้ำตาล 3 ช้อนโต๊ะ
14. นมข้นจืด 1/2 ถ้วย

วิธีทำกระทงทอง

• ส่วนกระทง
1. กะละมังใส่แป้งสาลี ไข่แดง นวดเคล้าให้เข้ากัน ใส่เกลือ น้ำตาล น้ำมัน นวดให้เข้ากันสักพัก คลายแป้งด้วยน้ำ น้ำปูนใส (สังเกตจากเมื่อชุบแล้วแป้งเคลือบติดมือแสดงว่าใช้ได้ เพราะถ้าไม่ติดอาจจะต้องเพิ่มแป้ง) พักแป้งไว้สัก 20-30 นาที

• ส่วนไส้ไก่
2. เนื้ออกไก่ – ล้าง สับละเอียด โขลก รากผักชี กระเทียม พริกไทย ใส่กะทะตั้งไฟ ผัดให้หอม ใส่หอมใหญ่ เนื้อไก่ ดูให้เนื้อไก่สุก ใส่ถั่วลันเตา ข้าวโพด แครอท ผัดเคล้าให้เข้ากัน ใส่นมข้นจืด ปรุงรสด้วยน้ำตาล เกลือ ชิมรสให้ออก หวาน-มัน-เค็ม ผัดจนน้ำเริ่มงวด ปิดไฟ ใส่ภาชนะพักให้เย็นตัว

3. หม้อใส่น้ำมันทอดเกือบครึ่งหม้อ จุ่มพิมกระทงทองแช่ทิ้งไว้ให้ร้อน ยกขึ้นซับน้ำมัน นำไปจุ่มแป้งเกือบถึงขอบพิมพ์ นำลงทอด สังเกตดูว่าแป้งพองอยู่ตัว ใช้ส้อมหรือไม้ปลายแหลมเขี่ยให้แป้งหลุดจากพิมพ์ ดูสีเหลืองทองจึงตักขึ้นวางใส่กระดาษซับน้ำมัน
4. จัดจาน – ตักไส้ต่างๆ ใส่ถ้วยเล็กวางบานจานใหญ่ ตัวกระทงจัดเรียงบนจาน กรณียังไม่ทานเลย ซ้อนกระทงใส่ถุงพลาสติกรัดไว้ เพื่อไม่ได้ลมเข้าและคงความกรอบไว้

เมนูอาหารไทยโบราณ

ของว่างบุษราคัม เมนูเริ่มต้น เมนูแรกนี้ จะประกอบไปด้วย ของว่างแบบไทยแท้ สูตรชาววัง 5 รายการด้วยกัน อันประกอบด้วย ช่อม่วง แป้งปั้น 2 สี ระหว่าง ม่วงจากดอกอัญชัน กับ ขาวแบบธรรมชาติ ใส่ไส้ไก่ผัด ที่ได้รับการปรุงรสมาเป็นอย่างดี วิจิตรด้วยการปั้นและแต่งให้เป็นรูปดอกไม้สีม่วง ดูสวยเก๋ , กระทงทอง กระทงน้อยทำด้วยแป้งทอดกรอบอย่างบาง สานมาเป็นรูปกระทงใบน้อย ภายในกระทงบรรจุ ข้าวโพด แครอท ถั่วลันเตา กุ้งและหมูสับผัด แต่งหน้าด้วยผักชีและพริกซอย สีสันดูน่ารับประทาน  , ถุงเงินยวง  กุ้งเด้งที่ได้รับการปรุงรสมาเป็นอย่างดี ถูกห่อหุ้มด้วยฟองเต้าหู้อย่างบางสวยทอดกรอบ ใส่ลงมาในกระทงใบตองเย็บมืออย่างปราณีต ภายในกระทงใบตองรองด้วยน้ำจิ้ม ทำให้ 1 คำของถุงเงินยวง อร่อยโดยไม่ต้องปรุงเพิ่มแต่อย่างใด , หรุ่ม ของว่างชื่อแปลก หาทานยากนี้  ตัวไส้ทำด้วยหมูสับและปูผัดปรุงรส เสร็จแล้วนำมาห่ออย่างปราณีตบรรจงด้วยแผ่นไข่ รูปตาข่ายแบบซีทรู ซึ่งจะต้องทำด้วยไข่เป็ดเท่านั้น จึงจะได้สีสันและความสวยงาม  และ สุดท้ายสำหรับของว่างสำรับนี้ คือ  กุ้งซ่อนกลิ่น  เมนูสูตรเฉพาะของทางร้าน ที่ได้ประยุกต์จากอาหารไทยโบราณ ภายในประกอบด้วย กุ้งสับ  ขิงซอย หอมแดง เคล้ากับมะนาว และ เกลือ ลักษณะคล้ายพล่ากุ้ง แต่เน้นกลิ่นและรสชาติของตะไคร้  เสร็จแล้วนำมาห่อด้วยผักสลัด แต่งฐานด้วยแตงกวา และแต่งหน้าด้วยพริกสี ยึดให้อยู่เป็นคำเดียวกันด้วยไม้กลัด ซึ่งทางร้าน บอกว่า ต้องเป็น ไม้กลัดที่ทำจากทางมะพร้าว ที่เหลาเองเท่านั้น

ของว่างบุษราคัม

แสร้งว่า เมนู ที่ 2 ที่ทางร้านแนะนำในวันนี้ ทราบมาว่า เป็นพระเอกของทางร้านเลยค่ะ  โดยจากประวัติของเมนูนี้ เชื่อว่า แต่เดิม เป็นอาหารของชาวไทยพื้นบ้าน ที่ใช้ไตปลาเป็นตัวหลัก แต่เมื่อนำมาประยุกต์เป็นเครื่องเสวยในวัง ได้เปลี่ยนจากไตปลามาเป็นกุ้งนาง แทน ชื่อ แสร้งว่า จึงมาจาก “แสร้งว่าเป็นไตปลา” ค่ะ โดยเมนูนี้ จะเป็นลักษณะเครื่องจิ้ม กึ่งยำกึ่งน้ำพริก ตัวน้ำยำหรือน้ำจิ้ม  ใช้ ตะไคร้ ขิง หอมแดง ใบมะกรูด สะระแหน่ ตัดรสชาติให้กลมกล่อมด้วย มะขามเปียกและน้ำตาลปี๊บ และ ใช้กุ้งเป็น

แสร้งว่า

กุ้งใหญ่ทอดกระเทียม  เมนูชื่อธรรมดา ที่เชื่อว่า สั่งที่ร้านอาหารไทยทั่วไปก็ต้องมี แต่ที่นี่ มีดีตรงที่ ใช้กุ้งตัวใหญ่ และ ต้องเป็นกุ้งเป็นเท่านั้น เพื่อจะได้ความสด ใหม่ และไม่คาว โดยใน 1 จาน ที่สั่งมานี้ จะประกอบไปด้วย กุ้ง 2 ตัว นำมาผัดกับกระเทียม ให้รสชาติจัดจ้านและหอมยิ่งขึ้นด้วยพริกไทย และเพื่อให้เหมาะกับความชอบของลูกค้าแต่ละโต๊ะที่ไม่เหมือนกัน ลูกค้าสามารถสั่งได้ว่า จะเอาแบบผัดแห้งๆ หรือ จะผัดมีน้ำ หรือ จะใส่กระเทียม แบบเยอะๆ ก็สามารถทำให้ได้ตามความต้องการของลูกค้า ค่ะ

1322034019_765665

สะเต๊ะลือ  เมนูหน้าตาคุ้นตาจานนี้ เป็น ไก่สะเต๊ะ ค่ะ แต่ที่นี่ไม่เหมือนที่อื่น ตรงที่ ไม่มีน้ำจิ้มสะเต๊ะ เพราะสะเต๊ะ ของที่นี่จะต้องผ่านการหมักเครื่องจนเข้าถึงเนื้อใน ให้ความหอมของเครื่องเทศและรสชาตินุ่มละมุน เวลาทานก็จะทานคู่กับอาจาดเท่านั้น ซึ่งรสชาติ ความอร่อยนี้ ได้เลื่องลือไปไกล จนกลายเป็นที่มาของชื่อ “สะเต๊ะลือ”ในปัจจุบันค่ะ

1322034069_715481

 มัสมั่นไก่  เมนูอาหารไทยที่ปัจจุบันได้ขึ้นชื่อระดับโลกไปแล้วนี้ เป็นอีก 1 เมนูที่ทางร้านภูมิใจ โดยน้ำพริกแกงมัสมั่นของที่นี่ ต้องเป็นน้ำพริกแกงที่ตำเองเท่านั้น เพื่อคงรสชาติความอร่อยไว้อย่างลงตัว เพิ่มความวิจิตรของอาหารด้วยการแกะสลักลงในวัตถุดิบที่ใช้ ในการทำ ไม่ว่าจะเป็น มันฝรั่ง หรือ หอมแดง หาก คุณผู้อ่านท่านใด นิชมชมชอบการรับประทานเนื้อ ก็สามารถสั่งเป็น มัสมั่นเนื้อก็ได้ ค่ะ โดยทางร้านเน้นย้ำมาว่า ถ้าเป็นเมนูเนื้อ เนื้อที่ท่านจะได้ทานนั้น จะหอมเครื่องเทศ และ นุ่มมาก ไม่เหนียวและคาวเลยค่ะ

1322034108_376745

 ต้มยำกุ้ง  อีกหนึ่งเมนู ที่เป็นรู้จักของชาวต่างชาติ มาเป็นระยะเวลานาน จนเรียกได้ว่าเป็น อีกหนึ่งสัญลักษณ์ ของประเทศไทย ในสายตาชาวต่างชาติ ไปแล้ว นั้น เป็นอีกหนึ่งเมนูที่ทางร้าน ขอแนะนำค่ะ โดยกุ้งที่ทางร้านใช้ จะเป็นกุ้งแม่น้ำตัวกำลังดี ที่สำคัญทางร้านจะใช้กุ้งเป็นเท่านั้น มาปรุงเป็นอาหาร เพื่อคงความสดใหม่ และ รสชาติค่ะ โดยสูตรต้มยำของที่นี่ จะเน้นแบบโบราณที่เป็นต้มยำน้ำใส ไม่ใช้กะทิ ไม่ใช้ นมสด หรือ น้ำพริกเผา ความมันที่เกิดจะเกิดจากมันกุ้ง สำหรับรสชาตินั้น ทางร้าน จะมีรสชาติต้นตำรับไว้แล้ว เมื่อปรุงเสร็จ จะส่งมาให้ลูกค้าได้ชิมก่อนว่า ต้องการปรุงเพิ่มแบบใด จึงจะปรุงให้ถูกปากกับลูกค้าทุกโต๊ะได้ค่ะ

1322034141_895437

 

ต้มกะทิเนื้อ เมนูนี้ สำหรับคนทานเนื้อทุกท่าน PaiNaiDii Diary ขอแนะนำเลยว่า ถ้าได้ไปที่ร้านนี้ต้องสั่งค่ะ เพราะต้มกะทิเนื้อของที่นี่ จะไม่มัน ไม่เลี่ยน ตัวเนื้อจะนุ่มมาก สำหรับน้ำต้มให้ความรู้สึกคล้ายต้มข่า แต่อร่อยและกลมกล่อมกว่ามาก  ในแต่ละคำที่ทานเข้าไปให้ความรู้สึกหอมเครื่องเทศและเครื่องปรุงรสแบบไทยๆ ทั้ง ตะไคร้ หอมแดง  ช่วยเจริญอาหาร ทานจานนี้เข้าไปรับรอง ต้องสั่งเพิ่มข้าวค่ะ

1322034180_511097

ขนมเบื้องไกรลาส  เมนูของว่างกึ่งของคาวเมนูนี้ คุณๆผู้อ่าน สามารถจะทานเป็น ออเดิร์ฟ หรือ ทานพร้อมข้าวก็ได้ค่ะ โดยเมนูนี้เป็นเมนูอาหารไทย ที่มีมายาวนานนับเนื่องตั้งแต่สมัยอยุธยาเลยก็ว่าได้ โดยแต่เดิมจะนิยมทานกันมากในช่วงเดือน 12 หลัง ลอยกระทง ค่ะ เพราะเป็นช่วงที่เชื่อกันว่า กุ้งมีรสชาติดีที่สุด แต่ปัจจุบัน สามารถสั่งมาทานที่ร้าน “บุษราคัม” ได้ทุกวัน โดยไม่ต้องรอน้ำลดนะคะ จุดเด่นของเมนูนี้ จะอยู่ที่แป้ง ซึ่งบางและไม่กรอบ หรือ นิ่มจนเกินไป วางตั้งไว้ ก็ยังคงความอร่อย ส่วนตัวไส้ ก็จะคล้ายขนมเบื้องทั่วไป แต่เน้นไปที่ตัวกุ้งตัวเขื่อง อร่อยเต็มคำ และปรุงรสไม่หวานจนเกินไป จึงทำให้ทานได้ทั้งเป็น ของว่าง และ ของคาวเลยค่ะ

1322034230_407119

มะกรูดลอยแก้ว ตบท้ายเมนูวันนี้ ด้วยของหวานแบบไทยๆ  ชื่อแปลก  ที่เชื่อว่า ผู้คนยุคดิจิตอลอย่างเราๆ ไม่น่าจะรู้จัก และเชื่อว่า หลายคนคงแอบคิดแบบเราว่า ไอ้เจ้ามะกรูด เนี่ย จะสามารถ นำมาทำเป็นของหวาน ตระกูลลอยแก้ว ได้อย่างไร  เราจึงไม่รอช้า ขอดูหน้าตาและลิ้มลองรสชาติกันในทันที

****  หลังจากอิ่มหนำกับรสชาติ อาหารไทย ที่ไม่ได้มีดีแค่ความอร่อย แล้ว ก็ได้คิดว่า สาเหตุที่คนในยุคก่อนมีชีวิตยืนนาน สุขภาพแข็งแรง น่าจะเป็นเพราะ อาหารทุกอย่างที่ทาน มีส่วนผสมของธรรมชาติที่ไร้สารพิษ บวกกับ วิถีชีวิต ที่เรียบง่ายและ ความเป็นอยู่ที่วิจิตรบรรจง ทำให้สภาพจิตใจผ่อนคลาย สุขภาพดี ชีวิตยืนนาน ว่าแล้วก็หันมาเริ่มปรับตัวตั้งแต่วันนี้ ทานอาหารไทยให้มากขึ้น ลดอาหารขยะให้น้อยลง ว่าแต่คุณๆล่ะคะวันนี้คุณทานอาหารไทย แล้วหรือยัง !!! ****

 

สมัยรัตนโกสินทร์

สมัยรัตนโกสินทร์

การศึกษาความเป็นมาของอาหารไทยในยุครัตนโกสินทร์นี้ได้จำแนกตามยุคสมัยที่นักประวัติศาสตร์ได้กำหนดไว้ คือ ยุคที่ 1 ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลที่ 3 และยุคที่ 2 ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 จนถึงรัชกาลปัจจุบัน ดังนี้

พ.ศ. 2325–2394

อาหารไทยในยุคนี้เป็นลักษณะเดียวกันกับสมัยธนบุรี แต่มีอาหารไทยเพิ่มขึ้นอีก 1 ประเภท คือ นอกจากมีอาหารคาว อาหารหวานแล้วยังมีอาหารว่างเพิ่มขึ้น ในช่วงนี้อาหารไทยได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอาหารของประเทศจีนมากขึ้น และมีการปรับเปลี่ยนเป็นอาหารไทย ในที่สุด จากจดหมายความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี ที่กล่าวถึงเครื่องตั้งสำรับคาวหวานของพระสงฆ์ ในงานสมโภชน์ พระพุทธมณีรัตนมหาปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ได้แสดงให้เห็นว่ารายการอาหารนอกจากจะมีอาหารไทย เช่น ผัก น้ำพริก ปลาแห้ง หน่อไม้ผัด แล้วยังมีอาหารที่ปรุงด้วยเครื่องเทศแบบอิสลาม และมีอาหารจีนโดยสังเกตจากการใช้หมูเป็นส่วนประกอบ เนื่องจากหมูเป็นอาหารที่คนไทยไม่นิยม แต่คนจีนนิยม

บทพระราชนิพนธ์กาพย์เห่เรือชมเครื่องคาวหวาน ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ทรงกล่าวถึงอาหารคาวและอาหารหวานหลายชนิด ซึ่งได้สะท้อนภาพของอาหารไทยในราชสำนักที่ชัดเจนที่สุด ซึ่งแสดงให้เห็นลักษณะของอาหารไทยในราชสำนักที่มีการปรุงกลิ่น และรสอย่างประณีต และให้ความสำคัญของรสชาติอาหารมากเป็นพิเศษ และถือว่าเป็นยุคสมัยที่มีศิลปะการประกอบอาหารที่ค่อนข้างสมบูรณ์ที่สุด ทั้งรส กลิ่น สี และการตกแต่งให้สวยงามรวมทั้งมีการพัฒนาอาหารนานาชาติให้เป็นอาหารไทย

จากบทพระราชนิพนธ์ทำให้ได้รายละเอียดที่เกี่ยวกับการแบ่งประเภทของอาหารคาวหรือกับข้าวและอาหารว่าง ส่วนทีเป็นอาหารคาวได้แก่ แกงชนิดต่างๆ เครื่องจิ้ม ยำต่างๆ สำหรับอาหารว่างส่วนใหญ่เป็นอาหารว่างคาว ได้แก่หมูแนม ล่าเตียง หรุ่ม รังนก ส่วนอาหารหวานส่วนใหญ่เป็นอาหารที่ทำด้วยแป้งและไข่เป็นส่วนใหญ่ มีขนมที่มีลักษณะอบกรอบ เช่น ขนมผิง ขนมลำเจียก และมีขนมที่มีน้ำหวานและกะทิเจืออยู่ด้วย ได้แก่ ซ่าหริ่ม บัวลอย เป็นต้น

นอกจากนี้ วรรณคดีไทย เรื่องขุนช้างขุนแผน ซึ่งถือว่าเป็นวรรณคดีที่สะท้อนวิถีชีวิตของคนในยุคนั้นอย่างมากรวมทั้งเรื่องอาหารการกินของชาวบ้าน พบว่ามีความนิยมขนมจีนน้ำยา และมีการกินข้าวเป็นอาหารหลัก ร่วมกับกับข้าวประเภทต่างๆ ได้แก่ แกง ต้ม ยำ และคั่ว อาหารมี ความหลากหลายมากขึ้นทั้งชนิดของอาหารคาว และอาหารหวาน

พ.ศ. 2394–ปัจจุบัน

ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างมาก และมีการตั้งโรงพิมพ์แห่งแรกในประเทศไทย ดังนั้น ตำรับอาหารการกินของไทยเริ่มมีการบันทึกมากขึ้น โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 5 เช่นในบทพระราชนิพนธ์เรื่องไกลบ้าน จดหมายเหตุ เสด็จประพาสต้น เป็นต้น และยังมีบันทึกต่างๆ โดยผ่านการบอกเล่าสืบทอดทางเครือญาติ และบันทึกที่เป็นทางการอื่น ๆ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นลักษณะของอาหารไทย ที่มีความหลากหลายทั้งที่เป็น กับข้าวอาหารจานเดียว อาหารว่าง อาหารหวาน และอาหารนานาชาติ ทั้งที่เป็นวิธีปรุงของราชสำนัก และวิธีปรุงแบบชาวบ้านที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าอาหารไทยบางชนิดในปัจจุบันได้มีวิธีการปรุงหรือส่วนประกอบของอาหารผิดเพี้ยนไปจากของดั้งเดิม จึงทำให้รสชาติของอาหารไม่ใช่ตำรับดั้งเดิม และขาดความประณีตที่น่าจะถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของอาหาร ไทย

สมัยธนบุรี

สมัยธนบุรี

จากหลักฐานที่ปรากฏในหนังสือแม่ครัวหัวป่าก์ ซึ่งเป็นตำราการทำกับข้าวเล่มที่ 2 ของไทย ของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงษ์ พบความต่อเนื่องของวัฒนธรรมอาหารไทยจากกรุงสุโขทัยมาถึงสมัยอยุธยา และสมัยกรุงธนบุรี และยังเชื่อว่าเส้นทางอาหารไทยคงจะเชื่อมจากกรุงธนบุรีไปยังสมัยรัตนโกสินทร์ โดยผ่านทางหน้าที่ราชการและสังคมเครือญาติ และอาหารไทยสมัยกรุงธนบุรีน่าจะคล้ายคลึงกับสมัยอยุธยา แต่ที่พิเศษเพิ่มเติมคือมีอาหารประจำชาติจีน

อาหารไทยสมัยอยุธยา

สมัยอยุธยา 

สมัยนี้ถือว่าเป็นยุคทองของไทย ได้มีการติดต่อกับชาวต่างประเทศมากขึ้นทั้งชาวตะวันตกและตะวันออก จากบันทึกเอกสารของชาวต่างประเทศ พบว่าคนไทยกินอาหารแบบเรียบง่าย ยังคงมีปลาเป็นหลัก มีต้ม แกง และคาดว่ามีการใช้น้ำมันในการประกอบอาหารแต่เป็นน้ำมันจากมะพร้าวและกะทิมากกว่าไขมันหรือน้ำมันจากสัตว์มาอาหารอยุธยามีเช่น หนอนกะทิ วิธีทำคือ ตัดต้นมะพร้าว แล้วเอาหนอนที่อยู่ในต้นนั้นมาให้กินกะทิแล้วก็นำมาทอดก็กลายเป็นอาหารชาววังขึ้น คนไทยสมัยนี้มีการถนอมอาหาร เช่นการนำไปตากแห้ง หรือทำเป็นปลาเค็ม มีอาหารประเภทเครื่องจิ้ม เช่นน้ำพริกกะปิ นิยมบริโภคสัตว์น้ำมากกว่าสัตว์บก โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ ไม่นิยมนำมาฆ่าเพื่อใช้เป็นอาหาร ได้มีการกล่าวถึงแกงปลาต่างๆ ที่ใช้เครื่องเทศ เช่น แกงที่ใส่หัวหอม กระเทียม สมุนไพรหวาน และเครื่องเทศแรงๆ ที่คาดว่านำมาใช้ประกอบอาหารเพื่อดับกลิ่นคาวของเนื้อปลา หลักฐานจากการบันทึกของบาทหลวงชาวต่างชาติที่แสดงให้เห็นว่าอาหารของชาติต่าง ๆ เริ่มเข้ามามากขึ้นในสมเด็จพระนารายณ์ เช่น ญี่ปุ่น โปรตุเกส เหล้าองุ่นจากสเปนเปอร์เซีย และฝรั่งเศส สำหรับอิทธิพลของอาหารจีนนั้นคาดว่าเริ่มมีมากขึ้นในช่วงยุคกรุงศรีอยุธยาตอนปลายที่ไทยตัดสัมพันธ์กับชาติตะวันตก ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าอาหารไทยในสมัยอยุธยา ได้รับเอาวัฒนธรรมจากอาหารต่างชาติ โดยผ่านทางการมีสัมพันธไมตรีทั้งทางการทูตและทางการค้ากับประเทศต่างๆ และจากหลักฐานที่ปรากฏทางประวัติศาสตร์ว่าอาหารต่างชาติส่วนใหญ่แพร่หลายอยู่ในราชสำนัก ต่อมาจึงกระจายสู่ประชาชน และกลมกลืนกลายเป็นอาหารไทยไป ในที่สุด